Diary

ตอนเด็กๆหลายคนน่าจะเคยถูกคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูถามว่า โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรคะ/ครับ น้อง... ?

แต่สำหรับเด็กความจำสั้นอย่างเรา หึหึ จำไม่ได้หรอก

เคยแต่ฟังคุณอาเล่าว่า เนี่ยออยนะ บ่นอยากเป็นโน่นเป็นนี่มาตั้งแต่จำความยังไม่ได้เลย(คือเราจำไม่ได้คนเดียวไง ความจำสั้น-___-')

ตั้งแต่ อยากเป็นเครื่องบิน(อันนี้เหมือนจะจำได้) อืม ไม่รู้ไปไงมาไงเค้าถึงเอามาเล่าว่าเราอยากเป็นนักบินน๊า

ต่อมาอยากเป็นไฟจราจร เค้าก็บอกว่าเราอยากเป็นจราจรเสียนี่ เอ เอ ชักงง

ทำไมอะ อยากเป็นสิ่งของมันผิดตรงไหนอ่า เป็นเครื่องบินเจ๊ตเท่ดีออก ไฟจราจรก็มีหลายสี เปลี่ยนแวบๆได้อีก โอ๊ย น่าดึงดูดจะตาย

เราเป็นตัวของตัวเอง เราผิดตรงไหน

พอเริ่มโตหน่อยก็ไม่อยากเป็นอะไรละ เป็นเด็กไม่มีเป้าหมายในชีวิต เป็นภาระของสังคมจริงๆนะเนี่ย เออใช่ ก่อนหน้าจะเป็นเด็กเตะฝุ่น(ทางปณิธาร)เนี่ย มีเฟสอยากเป็นนายกด้วย แต่ผิดหวังทางด้านระบบการบริหารประเทศไง เลยอดข้าวประท้วงซะงั้น (จะโดน...มั๊ยเนี่ย)

ตอนไปบ้าน(เมือง)นอก เริ่มค้นหาตัวเองเจอ ว่ามีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะ (เปล่าหรอก คือครูเค้าก็ชมไปงั้น มันเป็นหลักจิตวิทยา) คล้ายๆกับว่า เป็นคนโปรดอะไรอย่างนี้ มันเลยเริ่มเพ้อ ต่อมาก็เหลิง อยากเป็นจิตรกรเอกอันดันหนึ่งของโลกกกกกกกกกกกกกก!!!

ข้างบนล้อเล่นนะ ^ ^

ประกอบกับบังเอิญว่ามีลูกพี่ลูกน้องเป็นมัณฑนากรด้วยไง เราเห็นแล้วก็แบบ อื้ม เท่อ่ะ ผู้หญิงแต่งตัวแนวๆ มีแนวทางเป็นของตัวเอง ดูติสๆ งานอดิเรกคือดูนก โอ้ววววว ปลาบปลื้ม ชี้เลย จะเอาๆ เอ๊ย จะเป็นอันนี้ นี่แหละอาชีพที่ชั้นใฝ่ฝัน

ฮิฮิฮิ ปรากฏพอถึงช่วงเตรียมเอ็นท์ เริ่มโดนระบบทุนนิยมเข้าครอบงำ กรปรกับเจ้าคุณพ่อไม่อยากให้ลูกสาวที่แสนจะทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน เลี้ยงมาแบบจิ๊กกุ่งไม่ให้ไต่ เพลี้ยไม่ให้ตอม ต้องมาทำงานแบกอิฐโบกปูน ใช้แรงกายอาบเหงื่อต่างน้ำเยี่ยงชายชาตรี

เลยอดเลือกสถาปัต อดเรียนวาดเส้น ทั้งๆที่แอบไปอยู่ห้องวิศวะให้ชุ่มชื่นหัวจิต ด้วยการเป็น 1ใน4ของหญิงสาวผู้เป็นสมบัติของห้อง(แน่ล่ะสิทั้งห้องมันมีผู้หญิงแค่ 4คนอ่ะ ได้ฟีลคณะวิศวะเลยเนอะ เหมืองworkshop โฮะๆ)

อด อด อด อดหมด

เราเลยต้องมาอยู่ในสภาพ เรท น.(ถ้าบุตรหลานจะดูเป็นตัวอย่างผู้ปกครองควรแนะนำ)เช่นทุกวันนี้

เกริ่นยาวโฮกก ที่จะเล่ามันไม่(ค่อย)ได้เกี่ยวกะไอ้ที่พล่ามๆมาข้างบนเลยนี่นะ

เรื่องมันมีอยู่ว่า(มันเริ่มอีกแล้วคับทั่น) เคยไปฟังบรรยายที่ไหนไม่รู้จำไม่ได้(โรคความจำสั้นกำเริบ)เค้าเอาการวิจัยหรืออะไรก็ตามแต่ จำได้ลางๆ มาเล่า

เค้าบอกว่าคนที่ประสปความสำเร็จในชีวิตน่ะ(ยกตัวอย่างพวกเศรษฐีเมกกะล้าน จิ๊กกะล้านทั้งหลาย)ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่แน่วแน่ในปณิธาณที่ตัวเองตั้งไว้ตั้งแต่สมัยเรียนกันทั้งนั้น

แล้วปณิธาณของเค้าก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหญ่ๆ พูดง่ายๆว่าพวกฝันสูงอะไรทำนองนี้

ตอนนั้นฟังเค้าแล้วเอามาย้อนดูตัว ก็ได้แต่ทอดถอนใจ

ไอ้เราแม้แต่ปณิธาณซักอันยังไม่มีเลย เอาง่ายๆช่วงเตรียมเอนท์ทุกคนน่าจะโดนถามใช่มั๊ยว่า จะเข้าคณะอะไร อยากเป็นอะไร

แต่ถ้าใครมาถามเรานะ เราก็จะตอบแบบทุนนิยมอ่ะ ไม่ใช่ว่าคิดคำนวณถึงผลกำไรในอนาคตมาดีแล้วหรอกนะ เหตุผลมันออกจะงี่เง่า คือ พูดมั่วๆออกไปนั่นแหละ คิดไม่ออกไง ไม่มีเป้าหมาย บางคนถามมากๆจะโดนมุก ภาระ(ตะ) กันเข้าไป ถึงกับเลิกคุยกันเลยทีเดียว

แต่ตอนนี้ 55

เรามีคำตอบให้คุณแล้ว

หลังจากที่วันนี้ได้สำแดงฝีมือกับแกงจืดผักกาดขาวเต้าหู้ไข่สาหร่ายที่อร่อยม๊ากกกก(จากความเห็นของตัวเอง ที่ไม่ค่อยจะลำเอียง-___-') นี่ถ้าไม่ลดความอ้วนอยู่จะกินให้หมดหม้อเลยนะเนี่ยยยยย หุหุ ได้ข่าวหลังจากนั้นไม่นานแกก็ซัดผลไม้ไปอีกสองถุง = __ =

บวกกับเห็นเค้าที่พี่เว่นทำก๊ะมือของพี่ท่านเองในMV ช่างสวยสดงดงาม ปานจะเก็บขึ้นหิ้งบูชา ไม่กล้ากิน

มาแล้วๆ ปณิธาณที่1 ของมัน : อยากเป็นเชฟ

ข้อดี ข้อแรกคือ "คนทำอาหารมักจะไม่อยากทานอาหารที่ตัวเองทำ"

โอ้วววววxD มันbenefitที่เยี่ยมยอดอะไรเช่นนี้ ชั้นเกิดมาเพื่อการณ์นี้นี่เอ๊งงงง ก็ที่แกลงมือทำอาหารเองเพราะแกหวังข้อนี้เป็นที่1 ไม่ใช่เรอะ(ฮึกๆ ชะตากรรมของคนลดความอ้วน)

ข้อสอง จะได้ออกกำลังกายแค่ขยับไง กรั่กๆ ได้ข่าวแกจะลดช่วงล่าง

ข้อสามที่อุบไว้มาเนี่นนาน ชั้นชอบธุรกิจโรงแรม ธุรกิจท่องเที่ยว และงานบริการ เอ๊ะๆ มันก็แอบมีปณิธาณนี่หว่า มันอยู่ในส่วนลึกของจิตใจอ่านะ เหมือนพูดคำหยาบเลยอะถ้าพูดให้สังคมรอบๆตัวฟัง เหอเหอ

เพราะฉะนั้นนี่แหละคือสิ่งที่แกค้นหามานาน กร๊ากกกก ขำๆเน๊ ใครๆๆ ไหนๆๆๆใครหน้าไหนจะยอมให้ชั้นเป็น ก็เพียงแค่ฝันลมๆ เฮ้อ

ปณิธาณที่2 อยากถ่ายรูปสวยเหมือนคนที่ถ่ายรูป"วันธงชัย" ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้ นายแบบคือต้อลV9บวกกับฝีมือในการPSเยี่ยมยอด พี่คะซักวันหนูจะทำให้ได้แบบพี่นะ(เสียงแบบคนพากษ์ละครเกาหลีช่อง7)

ปณิธาณที่3 จะเป็น(ภรรยา)เจ้าของโรงแรม ให้ได้ คอยดูสิ!!!

เฮ๊ยๆ ชั้นพูดอะไรออกปาย มันมิได้เป็นอย่างที่พี่น้องคิดนะฮะ

ก็ต่อจากข้างบนๆนั่นล่ะ ข้าพเจ้าชอบโรงแรม ชอบม๊ากกกกกกกก (กรุณาหักห้ามตัวเองจากการจินตนาการถึงโรงแรมจิ้งหรีดหรือโรงแรมม่านรูด เพราะจะทำให้ความฝันของดิฉันแปดเปื้อนเป็นอย่างมาก ซีเครียดนะฮะ ซีเครียด)

ถึงขั้นให้ไปเป็นคนสวนในโรงแรมก็ยอมอ่ะ เอ่อ ว่าแต่แร้วกรุจะพอยาไส้มั๊ย วัตถุซะขนาดนี้อะ-___-'

คิดว่ายังไง๊ ยังไงก็ต้องทำให้ได้ล่ะ มันเป็นฝันที่ชัดเจนที่สุดแล้วเนี่ย

เขียนไปเขียนมาเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองอยากทำอะไร รักงานบริการ ชอบสถานที่ๆบรรยากาศแบบsetขึ้นมา ถ้าเป็นไปได้ไม่ต้องรับรู้โลกภายนอกชั้นก็อยู่ได้

แล้วแกมาทำอะไรแถวนี้เนี่ย มารู้ตัวเอาตอนนี้เนี่ยน๊ะ

แต่ก็ยังดีเน๊อะ ดีกว่ามันงมทางไม่ถูกไปจนตาย ดีว่ายังเรียนไม่จบ (ดีจริงเหรอ -___-;)

ยังมีเวลา กรั่กๆ ร่ำไห้อย่างปิติ

ยินดีด้วยจอร์จในที่สุดแกก็ค้นพบหนทางของตัวเองแล้ว

อิอิ พรุ่งนี้ทำเมนูอะไรดีน๊า~ ~ ~

ว่าไงดีน๊า ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดจะใยดีหมีมันเลยนะ

แอบๆจะหมั่นไส้ด้วยซ้ำ ชอบมายุ่งวุ่นวายกับทึกกี้ น่าหมั่นไส้เสียจริง นายหมี

เรื่องมันก็มีอยู่ว่า หมีนั่งเครื่องตามมาทีหลังเพราะว่าติดงานใช่มะ อืมๆ แล้วก็มีข่าวบอกว่ามาตอนบ่ายสาม ซึ่งเราก็เพิ่งกลับจากวิ่ง 400 เมตร ตามรถบัสเอสเจที่ RCA มา สติสตังก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แถมรถเรายังหลุดกับรถเอสเจที่ไปซ้อมเอเอฟอีก

ยิ่งไปกว่านั้น...

ลืมแลกบัตรคอน เจ้าข้า!!!!

ถึงดุสิต11.40 เพิ่งนึกออก อภิมหึมามหาโครตซวยมากกกก ไปถึงที่แล้วดันลืมๆๆ ทำไปได้

เราร้อนรนมากเกือบจะนั่งรถใต้ดินกลับไปแล้วเนี่ย ดีว่าเพื่อนจับเอาไว้ ไม่งั้น อินี่สติแตก

ทรายบอกว่าเดี๋ยวหาบัตรให้นะ ขอบคุณมากเลยเพื่อนประเสริฐ (ทรายบอกเราไม่มีเพื่อนชื่อประเสริฐ -__- ;)

อ่านั่นแหละ เราเลยเดินไปทานบะหมี่แถวนั้นกัน ด้วยความหิวโหย เพราะไม่มีอะไรตกถึงท้องมาตั้งแต่เช้าแล้ว จะบอกว่าบะหมี่หน้าดุสิตอร่อยม๊ากกกกกกกกก คงเพราะหิวด้วยมั๊ง

เสร็จแล้วก็เดินแกร่วแถวนั้น ช๊อปปิ้งซื้อหนมกันไป อย่างชิล เพราะมันไม่มีหวังว่าจะได้เจออะไรแล้วด้วยมั๊งเอสเจกลับมาก็คงเห็นแค่แวบๆบนรถ เพราะมันเข้าทางรถขยะ -__-' อืม ลำบากศิลปินจริงเชียว ขึ้นลิฟต์ขยะด้วยหนิ ชิชิ

เล่าข้ามไปเลยละกัน ซักบ่ายเท่าไหร่ไม่รู้ จำไม่ได้ จำได้แค่ว่ามันเป็นก่อนบ่ายสามแน่ๆ อยู่ดีๆก็มีคนสามสี่คนวิ่งไปตรงป้อมยามทางเข้า แล้วก็มีคนส่งต่อๆกันมาว่า คังอินมาๆ

เราว่าคนส่วนใหญ่ก็แบบงงๆอะ เพราะไม่มีใครขยับเลย ไม่แน่ใจด้วยมั๊ง แต่ก็"ทยอย"เดินไปดูนะ ไปแบบเอื่อยๆ เรื่อยๆ รถสองสามคันแรกที่เข้ามามันก็ไม่ใช่ไง แต่ก็พยายามมองกัน

จนในที่สุด ก็มีรถตู้แล่นตามกันมาสองคัน ....สับสนอ่ะ คันไหนล่ะเนี่ย วิ่งตามๆๆ ตามไปซักพักเห็นหัวใครคนนึง(ด้านหลัง) แล้วมันเหมือนมีออร่าอะ รู้ว่าคนเนี๊ยะต้องหล่ออออ เห็นแค่ผมนะวิ่งตามคันนี้เลย ตามใครยังไม่รู้อะมันเหมือนโดนดึงดูด สักพักรถมันแล่นช้าตามไปเกาะกระจกหลังดู เห็นเสี้ยวหน้านิดเดียว เพราะหมีมันนั่งนิ่งมาก

เฮ้ย!! โค ตะ ระ หล่อออออ

หล่อม๊ากกกก ไม่เคยเห็นใครหล่อขนาดนี้มาก่อนในชีวิต (ไม่ได้เว่อร์นะ ถึงเราจะเว่อร์เป็นกิจวัตรก็เหอะ)

แต่ๆๆๆ รถแล่นเข้าไปแล้วเค้าปิดประตูลูกกรงกั้นอะ อุตส่าห์ตามไปได้ใกล้ขนาดนั้นแล้วนะ อยู่แถวที่สองมั๊ง นึกว่าจะไม่ได้เห็นแล้ว

แต่พอรถจอดเทียบ หมีเดินออกมาแล้วก็หันมาโบกมือให้ แถมส่งยิ้มหวาน

หมีมันๆๆๆๆๆๆๆ

หล่อม๊ากกกกกกกกกกก สติแตกไปเลยชั้น ชัตเตอร์กดไม่ลงอีกแล้ว แต่ช่างเถอะ

เพ้อไปเลย....

ชั้นเปลี่ยนใจแล้ว ทึกกี้ แกเอาไปเลยหมี ชั้นยกให้(แล้วทึกเค้าเป็นของแกเมื่อใหร่)

มาดูรูปมั่งดีกว่า พล่ามไปเยอะเชียว

หมีทำหน้าที่บนเวทีดีมาก ช่วยทึกได้เยอะ ดูเป็นผู้ใหญ่ เป็นการเป็นงานมากเลยชอบอ่ะ ชอบหมีที่พึ่งพาได้(เพ้ออีกแล้วชั้น)

ถ้าคนที่ไปวันนั้นจะรู้ว่า หมี ฮยอก ดง วอน เครียด!! แต่รูปนี้เราแอบถ่ายได้หมียิ้มนิดๆมาด้วย ดีใจนะเนี่ย

รูปสุดท้ายหมีโหมด งง อึ้ง ทำไรไม่ถูก แต่ก็ยังหล่อ หล่อได้อีก งี้เนอะคนหล่ออะ ทำไรก็ยังดูดี

เรื่องมันก็ตั้งนานมาแล้ว สงสัยตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงดองเค็มได้นานขนาดนี้ หึหึ

ก็อย่างว่า ช็อปไปช็อปมา ไม่พอใจซักที นางฟ้าชั้นต้องสวยกว่านี้สิ ฮึ่มๆ

รู้สึกโชคดีจังที่ถ่ายรูปนางฟ้ามาได้แค่นี้ เพราะถ้าเยอะกว่านี้ ช็อปกันทั้งชีวิตอาจจะยังไม่หมด<<<เว่อร์

เรามาดูกันดีกว่า หลังจากผ่านวิกฤตการณ์เหยียบกันตาย<<<อันนี้เว่อร์กว่า

เพื่อไปเก็บภาพนางฟ้าสุดที่รักมา เราได้อะไรมาบ้าง

ไปถ่ายนางฟ้าก็ต้องได้นางฟ้าสิคะ อู้ววว ถ่ายติดยากซะด้วย ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ

นางฟ้าค้อมตัวเล็กน้อย ชะเง้อมองเพื่อนค่ะ (อืม...ได้ข่าวว่าหมียืนด้านนั้นซะด้วยนะ อิอิ) ผู้ชายที่ไหนทำท่านี้แล้วน่ารักแบบนี้มั่งนะ เห็นจะไม่มีเนอะ ว่าแต่ว่าดูรูปนี้แล้วไม่สามารถละสายตาจากไอตรงที่แหวกนั่นได้จริงๆนะ เอ๊ะ เราเป็นคนเดียวรึเปล่าเนี่ย (แอบ หื่น)

สองรูปเท่านั้นค่ะ สองรูปที่ดูได้ จริงๆ ทั้งๆที่วันนั้นกดชัตเตอร์รัวจนกล้อง(แทบจะ)พัง กับเวลา 20 นาที จะแปลกได้ยังไงล่ะคะ ก็คนถ่ายแหวกว่ายอยู่ในคลื่นมหาชน ชนกันไปชนกันมาตลอดยี่สิบนาทีเลยนี่สิ เอารูปให้เพื่อนดู เพื่อนบอกอย่างกับแผ่นดินไหว แหมๆ ก็เรามันไม่ใช่นักข่าวนี่นา จะได้ไปยืนอยู่แถวหน้าๆไม่โดนเบียดอย่างนั้น พูดแล้วมันก็น่าน้อยใจจริงๆเลย

ช่างมันค่ะ วันต่อมาเลยดีกว่า วันนี้นางฟ้าบันดาลพรให้ค่ะ เอิกกก ถ่ายติดอย่างปฏิหารย์ (มันจะเว่อไปไหนเนี่ย =__=)

ถ้าจะถามว่ามันปาฏิหารย์ยังไง ก็ถ่ายติดอยู่คนเดียวนี่ไงคะ =_____='' โอ๊ย จะบ้าตาย ชัตเตอร์มันกดไม่ลงซะอย่างงั้น มัวแต่วุ่นกับกล้องเลยอดเห็นคนที่เหลือหมดเลย เดินกันเร็วจริงๆ

แต่เรามาดูนางฟ้านี่นาได้เห็นขนาดนี้ก็บุญแล้ววว แถมยังอยู่แถวหน้าทั้งสองงานเลย โชคดีขนาดไหน(โหมด ปลอบใจตัวเอง) ถึงงานแรกจะไปถึงแถวหน้าตอนจบสามเพลงพอดีก็เถอะ หุหุ

นางฟ้าตัวจริงน่ารักมากเลยน๊า ช่วงก่อนเอสเจมาอยู่ในสเตจบ้านางฟ้าพอดิบพอดี เห็นตัวจริงแล้วเพ้อไปเลยค่ะ เป็นหัวหน้าวงที่ดีจริงๆเลยน๊า ทำหน้าที่เกิน 200% เลย ไม่งอแง ไม่บ่น ยิ้มตลอดเรามองคนไม่ผิดเลยจริงๆ

หมดแล้วค่ะ 3 รูป ดองมาเดือนกว่า เหอๆ ไม่ได้มีแค่นี้นะ มีรูปบนรถอีกชุดนึงแต่ยังทำไม่เสร็จ เห็นว่ามีคนถ่ายติดบนรถกันเยอะลยเอาไว้ก่อนดีกว่า

แล้วเซ็ตของคนอื่นๆจะทยอยตอมมา ตามระดับความขี้เกียจของเจ้าของบลอกค่ะ เหอๆ